| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: ลักษณะภูมิประเทศ :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: ลักษณะภูมิอากาศ :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: พรรณไม้และสัตว์ป่า :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: ที่ตั้งและการเดินทาง :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: แหล่งท่องเที่ยว : ด้านธรรมชาติที่สวยงาม :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: แหล่งท่องเที่ยว :: ด้านประวัติศาสตร์ :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| :: แหล่งท่องเที่ยว :: ด้านท่องเที่ยวผจญภัย :: | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ที่เที่ยวอ.ปากช่อง
ผ้าไหม
ผ้าไหม

บ้านสายโท11เหนือ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ทอจากเส้นไหมซึ่งเป็นใยธรรมชาติที่แข็งแรงที่สุด มีความมันวาว ดูแล้วสวยงามแตกต่างจากผ้าที่ทอด้วยเส้นใยชนิดอื่น และเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งของประเทศไทย และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันเพราะ ประเทศไทยส่งออกผ้าไหมมูลค่าปีละประมาณ 500 ล้านบาท (ตารางที่ 4) ซึ่งคิดเป็น 40 % ของปริมาณผ้าไหมที่ผลิตส่วนอีก 60% ของผ้าไหมไทยจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว และบุคคลทั่วไปในประเทศ ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวม 8000 -1,000 ล้านบาท จากการสำรวจพบว่ามีโรงงานทอผ้าไหมขนาดใหญ่และขนาดเล็กจำนวนประมาณ 70โรง และมีจำนวนร้านค้าผ้าไหมภายในประเทศมากกว่า 500แห่งการผลิตผ้าไหมไทยเป็นการแสดงออกถึงศิลปพื้นบ้านเอกลักษณ์ของท้องถิ่นซึ่งทำให้ผ้าไหมที่ทอในแต่ละภูมิภาคจะมีเอกลักษณะเฉพาะของตนเองทำให้ผ้าไหมไทยมีความหลากหลายในตัวเอง ทั้งทางด้านกรรมวิธีการทอลวดลายและรูปแบบของผ้าซึ่งเอกลักษณ์ต่างๆ เหล่านี้ สามารถใช้เป็นตัวกำหนดถึงแหล่งของการผลิตได้ มีการดัดแปลงทำเป็นสินค้าแบบอื่นอีกด้วย เช่นการทำกระเป๋า ทำหมวก เข็มขัด ตุ๊กตา ฯลฯ เป็นแหล่งให้ข้อมูล ความรู้ แก่คนทั่วไปอีกด้วย
ศิลปะสมัยใหม่ของไทย
เมื่อปี พ.ศ. 2546 มีข่าวกรอบเล็กๆ รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์เรื่องการท่องเที่ยว และการจัดอันดับของนิตยสาร Travel and Leisure ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในประเทศที่น่ามาเยือนมากที่สุดในโลก นับเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจในฐานะเจ้าของประเทศ แต่ข้อมูลย่อยอีกอย่างที่ใครหลายคนไม่รู้คือ ห้ากิจกรรมที่บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายต้องไม่พลาดยามแวะเวียนมากรุงเทพฯ หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นคือการไปเยือนแกเลอรี่ศิลปะ กิจกรรมทางสังคมที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแดนสนธยาสำหรับเจ้าของประเทศอย่างเรา แต่ไม่ใช่กับหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันที่ชื่อ Ernest Lee
Ernest Lee คือชายหนุ่มวัยสี่สิบห้าปีที่หลงใหลในงานศิลปะของตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะร่วมสมัย และศิลปะสมัยใหม่ของไทย ความชื่นชอบ และการเห็นคุณค่าของงานศิลปะแบบไทยประยุกต์นี่เองที่ผลักดันให้ “H Gallery” ของเขาเติบใหญ่ มีชื่อเสียงจนกลายมาเป็นแกลเลอรี่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดหากมีโอกาสแวะมาเที่ยวที่เมืองไทยตามการจัดอันดับของนิตยสารที่ว่าในเบื้องต้น
“ ผมเลือกมาเอเชียเพราะว่าชอบบรรยากาศ และงานศิลปะที่นี่ กอปรกับผมเองกำลังหาลู่ทางเข้ามาสู่แวดวงศิลปะ คิดจะนำงานส่งออกกลับไปที่อเมริกาและที่อื่น ไปมาหลายที่เหมือนกัน แต่ที่เลือกประเทศไทยเพราะพื้นฐานงานศิลป์ของไทยดีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดรูปแบบการนำเสนอ และแรงสนับสนุนที่ดีเท่านั้น ”
หลายคนซึ่งในที่นี้รวมถึงตัวผมเองด้วย เข้าใจมาโดยตลอดว่า การสังวาสกันของงานศิลปะกับกิจกรรมทางธุรกิจนั้นเป็นสองเขตแดนที่ไม่น่าจะมาบรรจบกันอย่างแน่นแฟ้น คงต้องมีนัยซ่อนเร้นบางประการเคลือบอยู่เป็นแน่ อย่างไรก็ดีการมองโลกจากจุดยืนที่ปราศจากประสบการณ์ตรงนั้นก็ดูจะหยามหมิ่นเจตน์จำนงของคนอื่นมากจนเกินไป
“ งานนี้จริงๆ ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ คือการลงทุนเพื่อแสวงหากำไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่านี่คืองานที่ทำไปเพื่อสนองตอบความต้องการทางส่วนตัวเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ ตลาดศิลปะจริงๆ ไม่ได้ใหญ่โต หรือว่าสร้างกำไรมหาศาล หากว่าผมทำเพื่อหวังกอบโกย สู้ผมไปทำงานทางด้าน อสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในตลาดเงินไม่ดีกว่าเหรอ ผมรักงานศิลปะมากแต่ไม่มีพรสรรค์ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ช่วยสนับสนุนงานแต่ละชิ้นของศิลปินให้มีการยอมรับ และประสบความสำเร็จมากขึ้น ”
อย่างไรก็ดี ในช่วงของการเริ่มต้นการทำงานของคุณ Enest นั้นก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ตัวเขาเองคิด เนื่องจากระบบ กลไกในการทำงานของตัวแกเลอรี่เองในเมืองไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับแกเลอรี่ประเทศโลกตะวันตก
“ ในต่างประเทศการทำงานจะมีระบบที่ชัดเจน คือศิลปินกับแกลเลอรี่จะทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งต่างจากเมืองไทย ที่นี่หากว่ามีการติดต่อศิลปินเข้ามาทางไหน เขาจะไปหมดแทบทุกที่ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา แต่จะดีกว่าหากศิลปินหาแกลเลอรี่ที่มีวิธีคิดแบบเดียวกัน แกเลอรี่สามารถดูแลตัวศิลปินได้ แล้วก็ค่อยๆเติบโตไปข้างหน้าด้วยกัน นั่นคือระบบที่เขาทำกันทางฝั่งตะวันตก อย่างตอนนี้ผมก็พยายามสร้างระบบที่ว่าอยู่ ก็มีศิลปินที่แสดงงานกับแกเลอรี่ผมไปประสบความสำเร็จที่นิวยอร์ก ผมก็บอกว่า ดูสิแต่ก่อนเรายังไม่เป็นที่รู้จักของใครเลย แล้วดูเดี๋ยวนี้สิ ผมว่านั่นเป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ”
แต่เนื่องจากบ้านเราไม่เคยมีระบบแบบนี้มาก่อนจึงใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจภาพรวมของการบริหารและจัดการงานศิลปะภายใต้ระบบใหม่อย่างถ้วนทั่ว
“ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีการเก็บเงินจากศิลปินที่มาแสดงงานกับผม ฉะนั้นงานไหนขายงานไม่ได้ ก็หมายถึง ทั้งผมและตัวศิลปินเองไม่ได้เงิน แต่ในความจริง การจัดแสดงงานศิลปะครั้งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ เรื่องการขนส่งงาน การเปิดตัวงานแสดง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่เจ้าของแกเลอรี่ทั้งหมด ”
Ernest Lee คือชายหนุ่มวัยสี่สิบห้าปีที่หลงใหลในงานศิลปะของตะวันออกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานศิลปะร่วมสมัย และศิลปะสมัยใหม่ของไทย ความชื่นชอบ และการเห็นคุณค่าของงานศิลปะแบบไทยประยุกต์นี่เองที่ผลักดันให้ “H Gallery” ของเขาเติบใหญ่ มีชื่อเสียงจนกลายมาเป็นแกลเลอรี่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดหากมีโอกาสแวะมาเที่ยวที่เมืองไทยตามการจัดอันดับของนิตยสารที่ว่าในเบื้องต้น
“ ผมเลือกมาเอเชียเพราะว่าชอบบรรยากาศ และงานศิลปะที่นี่ กอปรกับผมเองกำลังหาลู่ทางเข้ามาสู่แวดวงศิลปะ คิดจะนำงานส่งออกกลับไปที่อเมริกาและที่อื่น ไปมาหลายที่เหมือนกัน แต่ที่เลือกประเทศไทยเพราะพื้นฐานงานศิลป์ของไทยดีอยู่แล้ว เพียงแต่ขาดรูปแบบการนำเสนอ และแรงสนับสนุนที่ดีเท่านั้น ”
หลายคนซึ่งในที่นี้รวมถึงตัวผมเองด้วย เข้าใจมาโดยตลอดว่า การสังวาสกันของงานศิลปะกับกิจกรรมทางธุรกิจนั้นเป็นสองเขตแดนที่ไม่น่าจะมาบรรจบกันอย่างแน่นแฟ้น คงต้องมีนัยซ่อนเร้นบางประการเคลือบอยู่เป็นแน่ อย่างไรก็ดีการมองโลกจากจุดยืนที่ปราศจากประสบการณ์ตรงนั้นก็ดูจะหยามหมิ่นเจตน์จำนงของคนอื่นมากจนเกินไป
“ งานนี้จริงๆ ก็เป็นเรื่องของธุรกิจ คือการลงทุนเพื่อแสวงหากำไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่านี่คืองานที่ทำไปเพื่อสนองตอบความต้องการทางส่วนตัวเพื่อหล่อเลี้ยงจิตใจ ตลาดศิลปะจริงๆ ไม่ได้ใหญ่โต หรือว่าสร้างกำไรมหาศาล หากว่าผมทำเพื่อหวังกอบโกย สู้ผมไปทำงานทางด้าน อสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในตลาดเงินไม่ดีกว่าเหรอ ผมรักงานศิลปะมากแต่ไม่มีพรสรรค์ สิ่งเดียวที่ทำได้คือ ช่วยสนับสนุนงานแต่ละชิ้นของศิลปินให้มีการยอมรับ และประสบความสำเร็จมากขึ้น ”
อย่างไรก็ดี ในช่วงของการเริ่มต้นการทำงานของคุณ Enest นั้นก็ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่ตัวเขาเองคิด เนื่องจากระบบ กลไกในการทำงานของตัวแกเลอรี่เองในเมืองไทยแตกต่างอย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับแกเลอรี่ประเทศโลกตะวันตก
“ ในต่างประเทศการทำงานจะมีระบบที่ชัดเจน คือศิลปินกับแกลเลอรี่จะทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งต่างจากเมืองไทย ที่นี่หากว่ามีการติดต่อศิลปินเข้ามาทางไหน เขาจะไปหมดแทบทุกที่ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา แต่จะดีกว่าหากศิลปินหาแกลเลอรี่ที่มีวิธีคิดแบบเดียวกัน แกเลอรี่สามารถดูแลตัวศิลปินได้ แล้วก็ค่อยๆเติบโตไปข้างหน้าด้วยกัน นั่นคือระบบที่เขาทำกันทางฝั่งตะวันตก อย่างตอนนี้ผมก็พยายามสร้างระบบที่ว่าอยู่ ก็มีศิลปินที่แสดงงานกับแกเลอรี่ผมไปประสบความสำเร็จที่นิวยอร์ก ผมก็บอกว่า ดูสิแต่ก่อนเรายังไม่เป็นที่รู้จักของใครเลย แล้วดูเดี๋ยวนี้สิ ผมว่านั่นเป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ”
แต่เนื่องจากบ้านเราไม่เคยมีระบบแบบนี้มาก่อนจึงใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจภาพรวมของการบริหารและจัดการงานศิลปะภายใต้ระบบใหม่อย่างถ้วนทั่ว
“ ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าไม่มีการเก็บเงินจากศิลปินที่มาแสดงงานกับผม ฉะนั้นงานไหนขายงานไม่ได้ ก็หมายถึง ทั้งผมและตัวศิลปินเองไม่ได้เงิน แต่ในความจริง การจัดแสดงงานศิลปะครั้งหนึ่งมีค่าใช้จ่ายมากมาย ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ เรื่องการขนส่งงาน การเปิดตัวงานแสดง ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะอยู่ที่เจ้าของแกเลอรี่ทั้งหมด ”
วรรณของสี
ทฤษฎีสี
3. การหาค่าสีเดียว คือการนำเอาสีใดสีหนึ่ง มาหาค่าต่างกันให้เป็นขั้นหลายสเต็ป
ในที่นี้จะแสดงหาค่าต่างให้ เกิดขึ้นเพียง 5 ขั้น ต่อสี 1 สี วิธีการ ถ้าเป็นสีน้ำ
ก็ใช้น้ำผสมลดค่าสีให้อ่อนลง ทีละขั้น จากแก่มาอ่อน ถ้าเป็นสีโปสเตอร์
ก็ใช้สีขาวมาผสมกัน

4. สีเอกรงค์ คือ สีที่แสดงเด่นออกมาเพียงสีเดียว แต่ที่จริงแล้วสี
ทั้งสองชนิดมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป สีส่วนรวมนั้นสีที่ใช้อาจเป็นสีสด
หรือสีที่ลดค่าลงไปแล้ว แต่สีเอกรงค์ต้องใช้สีใดสีหนึ่งเป็นสีสดยืนพื้นเพียง
สีเดียว แล้วลดค่า น้ำหนักอ่อนแก่ ในระยะต่างๆ
หลักในการใช้ เมื่อวางสีที่ต้องการเป็นจุดเด่นของภาพแล้ว สีที่เป็น
ส่วนประกอบรอบๆ ทุกสี จะต้องลดความสดใสลง อาจจะใช้ได้ 3 - 6 สี
ซึ่งเรียงกันในวงจรสี วรรณะเดียวกัน



5. การฆ่าสี คือการเปลี่ยนแปลงค่าของสีให้เป็นลักษณะหนึ่ง
หยุดความสดใสของสี คล้ายกับการหาค่าของสี แต่แตกต่างที่
ใช้สี 2 สี มาค่ารวมกัน

6. สีตรงกันข้ามหรือสีตัดกัน ในวงจรสีธรรมชาตินั่นเอง
เมื่อเราอยากรู้ว่าสี 2 สี เป็นคู่กันหรือเปล่าให้เอามาผสมกันกันดู
ถ้าผลลัพธ์เป็นสีกลาง ก็แสดงว่าเป็นสีตรงกันข้ามหรือสีตัดกัน
วิธีการใช้สีตรงกันข้าม หรือ สีตัดกันมีดังนี้
1. ปริมาณของสีที่ตัดกันกับวรรณะของสีทั้งหมดในภาพต้องอย่าเกิน
10% ของเนื้อที่ในภาพเขียน
2. ในลักษณะการนำไปใช้ ในทางประยุกต์ศิลป์หรือเชิงพานิชควร
ใช้ตามหลักเกณ์ดังนี้
- การใช้สีตรงข้ามหรือสีตัดกัน ต้องใช้สีใดสีหนึ่งจำนวน 80%
อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องเป็น 20% จึงจะมีคุณค่าทางศิลปะ
- หากจำเป็นต้องใช้สีคู่ใดคู่หนึ่งปริมาณเท่าๆกัน ควรต้องลดค่าของคู่สีลง
- หากภาพเป็นลายเล็กๆ เช่น ภาพที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบไม้เล็ก
การใช้สีตัดกันอย่างสดๆ สลับกัน ผลคือจะผสมผสานกันเอง
- หากจำเป็นต้องใช้สีตัดกันในภาพใหญ่ๆหรือพื้นที่ภาพมากๆและสีคู่นั้น
ติดกัน ควรใช้เส้นดำมาคั่นหรือตัดเส้นด้วยสีดำ เพื่อลดความรุนแรง
ของภาพ และคู่สีได้ดังตัวอย่าง




7. สีใกล้เคียง คือ เกิดจากแนวสี 3 ด้าน ของวงจรสี
โดยมีแม่สีเป็นหลัก มีทั้งหมด 4 แนวทางด้วยกัน คือ


1. สีใกล้เคียง โดยมีแม่สีเป็นหลักหัวท้าย
2. สีใกล้เคียงที่มีแม่สีเป็นแกนกลาง และมีการเพิ่ม
ออกไป 2 ข้าง
3. สีใกล้เคียงเว้นสเต็ป
4. สีใกล้เคียงที่มีแม่สีเป็นแกนกลาง โดยมีสีใก้เคียง
เว้นสเต็ปเพิ่มออกไปทั้ง 2 ข้าง
1. วงจรสี

2. วรรณะของสี คือ สีที่ให้ความรู้สึก ร้อน เย็น ดังนั้นเราสามารถ
แยกสีออกเป็น 2 วรรณะ
2.1 วรรณะสีอุ่น คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน การต่อสู้ ดิ้นรน ความมีชีวิต
ความรุ่งโรจน์ โอ่อ่า ความรัก ความรุนแรง เวลากลางวัน ได้แก่ซึ่ง จะเป็น ส่วนของ สีแดง ส้ม เหลือง น้ำตาล เป็นต้น

2.2 วรรณะสีเย็น คือสีที่ให้ความรู้สึกสงบ สดชื่น สันติ ความเยือกเย็น
ความคิดฝัน เวลากลางคืน ได้แก่ ซึ่งจะเป็นส่วนของสี น้ำเงิน เขียว ฟ้า เป็นต้น
2. วรรณะของสี คือ สีที่ให้ความรู้สึก ร้อน เย็น ดังนั้นเราสามารถ
แยกสีออกเป็น 2 วรรณะ
2.1 วรรณะสีอุ่น คือสีที่ให้ความรู้สึกร้อน การต่อสู้ ดิ้นรน ความมีชีวิต
ความรุ่งโรจน์ โอ่อ่า ความรัก ความรุนแรง เวลากลางวัน ได้แก่ซึ่ง จะเป็น ส่วนของ สีแดง ส้ม เหลือง น้ำตาล เป็นต้น
2.2 วรรณะสีเย็น คือสีที่ให้ความรู้สึกสงบ สดชื่น สันติ ความเยือกเย็น
ความคิดฝัน เวลากลางคืน ได้แก่ ซึ่งจะเป็นส่วนของสี น้ำเงิน เขียว ฟ้า เป็นต้น
3. การหาค่าสีเดียว คือการนำเอาสีใดสีหนึ่ง มาหาค่าต่างกันให้เป็นขั้นหลายสเต็ป
ในที่นี้จะแสดงหาค่าต่างให้ เกิดขึ้นเพียง 5 ขั้น ต่อสี 1 สี วิธีการ ถ้าเป็นสีน้ำ
ก็ใช้น้ำผสมลดค่าสีให้อ่อนลง ทีละขั้น จากแก่มาอ่อน ถ้าเป็นสีโปสเตอร์
ก็ใช้สีขาวมาผสมกัน
4. สีเอกรงค์ คือ สีที่แสดงเด่นออกมาเพียงสีเดียว แต่ที่จริงแล้วสี
ทั้งสองชนิดมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป สีส่วนรวมนั้นสีที่ใช้อาจเป็นสีสด
หรือสีที่ลดค่าลงไปแล้ว แต่สีเอกรงค์ต้องใช้สีใดสีหนึ่งเป็นสีสดยืนพื้นเพียง
สีเดียว แล้วลดค่า น้ำหนักอ่อนแก่ ในระยะต่างๆ
หลักในการใช้ เมื่อวางสีที่ต้องการเป็นจุดเด่นของภาพแล้ว สีที่เป็น
ส่วนประกอบรอบๆ ทุกสี จะต้องลดความสดใสลง อาจจะใช้ได้ 3 - 6 สี
ซึ่งเรียงกันในวงจรสี วรรณะเดียวกัน
5. การฆ่าสี คือการเปลี่ยนแปลงค่าของสีให้เป็นลักษณะหนึ่ง
หยุดความสดใสของสี คล้ายกับการหาค่าของสี แต่แตกต่างที่
ใช้สี 2 สี มาค่ารวมกัน
6. สีตรงกันข้ามหรือสีตัดกัน ในวงจรสีธรรมชาตินั่นเอง
เมื่อเราอยากรู้ว่าสี 2 สี เป็นคู่กันหรือเปล่าให้เอามาผสมกันกันดู
ถ้าผลลัพธ์เป็นสีกลาง ก็แสดงว่าเป็นสีตรงกันข้ามหรือสีตัดกัน
วิธีการใช้สีตรงกันข้าม หรือ สีตัดกันมีดังนี้
1. ปริมาณของสีที่ตัดกันกับวรรณะของสีทั้งหมดในภาพต้องอย่าเกิน
10% ของเนื้อที่ในภาพเขียน
2. ในลักษณะการนำไปใช้ ในทางประยุกต์ศิลป์หรือเชิงพานิชควร
ใช้ตามหลักเกณ์ดังนี้
- การใช้สีตรงข้ามหรือสีตัดกัน ต้องใช้สีใดสีหนึ่งจำนวน 80%
อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องเป็น 20% จึงจะมีคุณค่าทางศิลปะ
- หากจำเป็นต้องใช้สีคู่ใดคู่หนึ่งปริมาณเท่าๆกัน ควรต้องลดค่าของคู่สีลง
- หากภาพเป็นลายเล็กๆ เช่น ภาพที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบไม้เล็ก
การใช้สีตัดกันอย่างสดๆ สลับกัน ผลคือจะผสมผสานกันเอง
- หากจำเป็นต้องใช้สีตัดกันในภาพใหญ่ๆหรือพื้นที่ภาพมากๆและสีคู่นั้น
ติดกัน ควรใช้เส้นดำมาคั่นหรือตัดเส้นด้วยสีดำ เพื่อลดความรุนแรง
ของภาพ และคู่สีได้ดังตัวอย่าง
7. สีใกล้เคียง คือ เกิดจากแนวสี 3 ด้าน ของวงจรสี
โดยมีแม่สีเป็นหลัก มีทั้งหมด 4 แนวทางด้วยกัน คือ
1. สีใกล้เคียง โดยมีแม่สีเป็นหลักหัวท้าย
2. สีใกล้เคียงที่มีแม่สีเป็นแกนกลาง และมีการเพิ่ม
ออกไป 2 ข้าง
3. สีใกล้เคียงเว้นสเต็ป
4. สีใกล้เคียงที่มีแม่สีเป็นแกนกลาง โดยมีสีใก้เคียง
เว้นสเต็ปเพิ่มออกไปทั้ง 2 ข้าง
พืชสมุนไพรดับกลิ่นปาก
เคี้ยวพืชสมุนไพร ดื่มน้ำผลไม้ลดกลิ่นปาก
เมื่อเกิดกลิ่นปากแล้วอยากแก้ปัญหาเหล่านั้นเพื่อเรียกคืนลมหายใจหอมสดชื่น เรามีพืชสมุนไพร และเครื่องดื่มขจัดกลิ่นเหม็นจากช่องปาก
เริ่มที่การใช้พืชสมุนไพร อย่าง กานพลู โดยใช้ดอกตูมแห้ง 2-3 ดอก อมไว้ในปากแล้วคายทิ้ง ทั้งยังสามารถนำดอกตูมแห้งบดให้เป็นผง เพื่อนำไปเป็นผงสมุนไพรสำหรับแปรงฟัน หรือจะเป็น ใบฝรั่ง เลือกใบสด 2-3 ใบ เคี้ยวและคายทิ้งหลังมื้ออาหารหรือเมื่อเริ่มรู้สึกว่ามีกลิ่นปาก
ส่วนเครื่องดื่มสกัดจากผลไม้ที่ช่วยแก้ไขปัญหาลมหายใจมีกลิ่นเหม็น แถมยังช่วยแก้กระหายนั้นเป็นการนำสรรพคุณของ แตงโมเหลือง สับปะรด แอปเปิ้ลเขียว
สำหรับ แตงโม นั้น เป็นผลไม้ที่ช่วยชะล้างของเสียได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะของเสียจากไตและกระเพาะปัสสาวะรวมทั้งทางเดินปัสสาวะ บำรุงผิวพรรณ ลดความดันโลหิต แก้ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น
ส่วน สับปะรด สามารถต้านการอักเสบและเพิ่มพลังการย่อยโปรตีน อุดมไปด้วยโบรเมลิน ซึ่งเป็นเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษาค่าพีเอชของร่างกายให้สมดุล นอกจากนี้ยังมีวิตามินบี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม
ผลไม้ชนิดสุดท้าย แอปเปิ้ล อุดมไปด้วยโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 ช่วยชะล้างสารพิษออกจากตับและไต ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ กรดมาลิก กรดแทนนิก และเส้นใยเพ็กติน ทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้ โดยเฉพาะน้ำที่สกัดจากแอปเปิ้ล ยังมีสรรพคุณลดไข้ ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ
การเตรียมส่วนผสมของเครื่องดื่ม ควรเตรียมให้ได้สัดส่วนดังต่อไปนี้...
แตงโมเหลือง 2 ถ้วย
สับปะรด 1 ถ้วย
แอปเปิ้ลเขียว 2 ถ้วย
น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย
ขั้นตอนการทำเครื่องดื่มแก้วนี้ เริ่มจากนำสับปะรดที่ปอกเปลือกแล้วมาหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็ก จากนั้นนำแตงโมเหลืองหั่นเป็นชิ้น ๆ พอหยาบโดยไม่ต้องเอาเมล็ดออก ส่วนแอปเปิ้ลเขียวให้หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าโดยไม่ต้องเอาแกนออก จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผัก-ผลไม้ เติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มได้ทันที
แฟชั่นญี่ปุ่นชุดนักเรียน
สำหรับ ฟุจิโอกะ ชิสุกะ ทูตวัฒนธรรมญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักอย่างมากในหมู่เด็กสาวที่นิยมการแต่งเครื่องแบบนักเรียนม.ปลายแบบญี่ปุ่น ในฐานะตัวแทนของแฟชั่นสไตล์นี้ ถูกเรียกว่า Magician of Uniform Coordition และเป็นที่ปรึกษาในด้านแฟชั่นของร้านขายเครื่องแบบนักเรียน (CONOMI) โดยแฟชั่นครั้งนี้ ฟุจิโอกะ ชิสุกะ เน้นการเล่นริบบิ้นที่โบว์และกระโปรง ด้วยความที่ชอบสีชมพูจึงเป็นสีหลักที่ถูกนำมาดีไซน์กับทุกชุด รวมทั้งมีการเล่นสีเพื่อให้สะท้อนบุคลิกต่างๆ กันไปอาทิ เจ็คเก็ตสีน้ำตาลจะทำให้ดูเป็นคุณหนูนิดๆ สีน้ำเงิน ให้ความรู้สึกเท่แบบผู้ชาย ถ้าอยากดูเป็นเด็กที่น่ารักให้เน้นสีฟ้าอ่อน ชมพูอ่อนหรือสีขาว ไม่เพียงเท่านี้สำหรับหนุ่มๆ เองก็มีแฟชั่นมาให้ชมกันเน้นโทนสีชมพูเช่นกัน
ซึ่ง ฟุจิโอกะ ชิสุกะ ทูตวัฒนธรรมญี่ปุ่น เผยว่า
“ จริงๆ แล้วที่ดีไซน์ใช้สีชมพูดเพราะคิดว่าอยากให้ผู้ชายรู้สึกว่าผู้ชายก็สามารถใส่สีชมพูได้ เบรกความหวานด้วยสีขาว รวมทั้งการใส่เสื้อหลวมๆ ที่เป็นแฟชั่นชุดนักศึกษาชายของประเทศไทยก็ทำ ให้ดูเท่ได้เช่นกัน พร้อมฝากถึงทุกคนว่า สิ่งสำคัญของแฟชั่นจะต้องมีสไตล์เฉพาะตัว เหมาะสมกับบุคลิกของแต่ละคน ซึ่งที่ฮาราจุกุมีแฟชั่นหลากหลายแบบ พร้อมเผยความรู้สึกที่ได้มาประเทศไทยว่า รู้สึกประทับใจมากๆ กับการมาประเทศไทยครั้งนี้ซึ่งถือเป็นครั้งแรกด้วย และดีใจที่แฟชั่นชุดนักเรียนญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทยไม่ต่างกันที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะที่ญี่ปุ่นเองแฟชั่นดังกล่าวก็เป็นที่ใฝ่ฝันของนักเรียนทุกคน บางคนที่ศึกษาในสถาบันที่เข้มงวดก็จะเพียงแค่เพิ่มดีไซน์ที่น่ารักทำให้กลายเป็นแฟชั่นขึ้นมา ยอมรับว่าวัยรุ่นไทยมีสไตล์แฟชั่นที่น่ารักมากเช่นกัน ถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกอย่างแน่นอนคะ
“ จริงๆ แล้วที่ดีไซน์ใช้สีชมพูดเพราะคิดว่าอยากให้ผู้ชายรู้สึกว่าผู้ชายก็สามารถใส่สีชมพูได้ เบรกความหวานด้วยสีขาว รวมทั้งการใส่เสื้อหลวมๆ ที่เป็นแฟชั่นชุดนักศึกษาชายของประเทศไทยก็ทำ ให้ดูเท่ได้เช่นกัน พร้อมฝากถึงทุกคนว่า สิ่งสำคัญของแฟชั่นจะต้องมีสไตล์เฉพาะตัว เหมาะสมกับบุคลิกของแต่ละคน ซึ่งที่ฮาราจุกุมีแฟชั่นหลากหลายแบบ พร้อมเผยความรู้สึกที่ได้มาประเทศไทยว่า รู้สึกประทับใจมากๆ กับการมาประเทศไทยครั้งนี้ซึ่งถือเป็นครั้งแรกด้วย และดีใจที่แฟชั่นชุดนักเรียนญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศไทยไม่ต่างกันที่ประเทศญี่ปุ่น เพราะที่ญี่ปุ่นเองแฟชั่นดังกล่าวก็เป็นที่ใฝ่ฝันของนักเรียนทุกคน บางคนที่ศึกษาในสถาบันที่เข้มงวดก็จะเพียงแค่เพิ่มดีไซน์ที่น่ารักทำให้กลายเป็นแฟชั่นขึ้นมา ยอมรับว่าวัยรุ่นไทยมีสไตล์แฟชั่นที่น่ารักมากเช่นกัน ถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาเที่ยวเมืองไทยอีกอย่างแน่นอนคะ
เรโกะ รักษาการบก.นิตยสารคาวาอิเผยถึงแฟชั่นชุดนักเรียนของวัยรุ่นว่า วัยรุ่นไทยรับกระแสแฟชั่นของประเทศญี่ปุ่นทั้งจากภาพยนตร์ เพลง ละคร และการ์ตูน ซึ่งการ์ตูนที่มีชุดนักเรียนนักศึกษาค่อนข้างเยอะ ดีไซน์น่ารักทำให้เกิดเป็นความชอบขึ้นมา สำหรับวัยรุ่นไทยจริงๆ แล้วไม่สามารถแต่งตามแบบแฟชั่นญี่ปุ่นได้จึงเกิดการมิกซ์แอนด์แมกซ์แทน ทำให้ได้แฟชั่นในอีกสไตล์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากเดิม ขึ้นอยู่กับกฎของแต่ละสถาบันการศึกษาด้วย บางคนอาจจะเพิ่มเติมเครื่องประดับเล็กๆน้อยๆ หรือเล่นสีสันเพิ่มเติมตามความเหมาะสมใส่เข้าไปกลายเป็นแฟชั่นใหม่ขึ้นมาได้ แต่ในขณะเดียวกันวัยรุ่นไทยทุกคนก็ยังเคารพตามกฎระเบียบของสถาบันการศึกษาอยู่คะเรียกได้ว่าถึงแม้วัยรุ่นไทยจะชื่นชอบวัฒนธรรมแฟชั่นต่างๆมากมายแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละโรงเรียน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากๆ
ค่านิยมของวัยรุ่น
เรื่องสั้น : สิ่งที่เกิดขึ้น
ปลายผมสลวยพริ้วตัวเป็นระลอกตามสายลมที่พัดผ่าน นัยน์ตาเหม่อลอยครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีที่มาว่าเริ่มต้นยังไง และไม่รู้ว่าจุดจบมันจะเป็นยังไงกับสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ อาจมีหลายเรื่องราวที่รุมล้อมเข้ามาในมรสุมชีวิตของเธอ จนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร
สิ่งที่เธอทำ ทุกอย่างมันช่างไร้ค่าในสายตาของใครต่อใครจนไม่อาจคิดว่าเธอก็มีหัวใจบ้าง เลยหรือการที่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดให้กับคนที่เธอรักที่สุดได้มีความสุขที่สุด มันไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกหรือ การที่เธอเป็นคนจัดเตรียมวางแผนและให้ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เธอคิดว่าดีที่สุดกับลูกสาวคนเดียวที่เธอทั้งรัก ทั้งหวงมากกว่าสิ่งอื่นใด มากกว่าชีวิตของเธอเองด้วยซ้ำ
แต่ทำไมลูก สาวถึงไม่ต้องการมัน กลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธอได้วางไว้ เส้นทางที่เธอเลือกให้ลูกสาวเดินผ่านไปอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อครั้งยังเด็กลูก สาวของเธอช่างเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักสดใส อ่อนหวาน ใครเห็นใครก็รัก ช่างพูดช่างเจรจา จนเธอไม่อาจคาดคิดได้ว่าลูกสาวคนนี้จะทำให้เธอต้องผิดหวัง แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป เธอกับลูกสาวมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เมื่อหล่อนเอ่ยปากที่จะให้ลูกสาวเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่เธอต้องการ แต่แล้วเพราะการที่เธอเป็นคนที่รักลูกสาวมาก และเพราะการเลี้ยงดูแบบตามใจลูกที่ผิดๆ ของเธอ ก็ทำให้เธอต้องจำยอมกับความต้องการของลูก ให้ลูกได้เลือกเรียนในแบบที่ต้องการ

ซึ่งเธอไม่เคยได้ล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว ลูกสาวของเธอไม่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่ไหนเลย แต่งตัวออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปเรียน แต่กลับออกเที่ยวเล่นกับเพื่อนวัยรุ่น ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ลูกสาวของเธอตกอยู่ภายใต้วัตถุนิยมกับค่านิยมของวัยรุ่นที่ผิดๆ เริงร่ากับมันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งความรู้สึกของผู้เป็นแม่ ที่เริ่มเคลือบแคลงสงสัยว่าทำไมลูกสาวถึงมีท่าทีที่แปลกไปทุกวันๆ ไม่น่ารักสดใสเหมือนอย่างที่เคยเป็นเธอจึงตัดสินใจสะกดรอยตามลูกสาวของเธอ และแล้วเธอก็ได้รู้ว่า ลูกสาวเธอไม่ได้ไปเรียน แถมยังไปมั่วสุมกับพวกวัยรุ่นในชุมชนแห่งหนึ่ง
ภาพ ที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น สิ่งที่ไม่คิดว่าลูกสาวที่แสนจะน่ารักของเธอจะทำ ทั้งดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เสพยาเสพติด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอวาดไว้ ได้พังทะลายจนหมดสิ้น น้ำตาแห่งความรักลูกพรั่งพรูออกมาเหมือนจะกลายเป็นสายเลือด ขาทั้งสองข้างแทบล้มทั้งยืน เธอเดินโซซัดโซเซกลับมายังบ้านพัก เพราะความอ่อนเพลียจากการร้องไห้ทำให้เธอเผลอหลับไป และสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องของลูกสาวที่ดังขึ้นจากห้องนอน เธอรีบวิ่งไปหาลูกสาว ภาพที่เธอได้เห็น เธอแทบไม่เชื่อในสายตาตัวเอง ลูกสาวของเธอนอนจมกองเลือดอยู่ในห้องน้ำ เธอรู้ดีว่านี่คืออาการของคนตกเลือด นี่ลูกสาวของเธอท้องหรือนี่ โธ่!ลูกแม่ เธอรีบเข้าโอบกอดลูกไว้ แต่สายไปเสียแล้ว คำสุดท้ายที่เธอได้ยินจากปากลูก "หนูขอโทษ"
พอสิ้นเสียงลูกของเธอก็ สิ้นใจ เธอกรีดร้องอย่างสุดเสียง ร่ำร้องไห้สะอึกสะอื้นยิ่งกว่าเดิม ปากก็ร้องเรียกแต่ชื่อลูกสาว เธอรัดกอดร่างที่ไร้วิญญาณของลูกสาวไว้อย่างแนบแน่น ดุจจะให้ลูกสาวฟื้นคืนมาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มองดูนาฬิกา ถึงเวลาที่สามีเธอโทร.ทางไกลมาจากต่างประเทศ เธอผละจากร่างของลูกสาว ครึ่งเดินครึ่งคลานไปรับโทรศัพท์ ยังไม่ทันได้พูดอะไรสามีเธอก็ขอหย่าร้างกับเธอด้วยเพราะเขามีอีกครอบครัว อยู่ที่ต่างประเทศด้วย อะไรกันนี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ สิ่งที่เธอไม่เคยได้รับรู้ วันนี้เป็นวันแห่งการสูญเสียของเธอหรืออย่างไร ชีวิตที่เคยสมบูรณ์แบบ ครอบครัวที่อบอุ่น บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงภาพความฝัน
ไม่มีแล้วคนที่เธอรัก ทั้งลูกสาว ทั้งสามีสุดที่รัก เขาทั้งสองได้จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แล้วเธอจะใช้อยู่อยู่ต่อได้อย่างไร จะต้องใช้เวลาอีกนานหรือไม่ ที่เธอจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้นัยน์ตาคู่เดิมยังคงเหม่อลอยครุ่นคิด ถึงบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย น้ำใสๆ เริ่มรินไหลจากดวงตากลมทั้งสองข้าง ความคิดและจิตนาการของเธอยังไม่หยุดนิ่ง ยังคงไร้ซึ่งที่มา จุดเริ่มต้น และจุดจบ
เสียงที่คุ้นหูก็ทำให้หลุดจากพะวัง อ้อ..พี่บุรุษพยาบาลสุดหล่อนั่นเอง "จิน มานั่งอยู่นี่เองตามหาแทบแย่ ได้เวลาทานยาแล้ว อ๊ะ..แล้วนี่ร้องไห้ทำไมเนี่ย อย่าบอกนะว่านั่งคิดเรื่องเศร้าที่ลูกสาวตายเหมือนวันนั้นอีกน่ะ" หญิงสาวลุกขึ้นยิ้มแล้วเอามือปาดน้ำตาที่ไหลลงมา "แหะๆ หนุกดีๆ เอาอีกๆ เลือดไหลๆ เลือดไหลเยอะแยะเลย" แล้วเดินตามบุรุษพยาบาลเข้าตึกคนไข้แผนกจิตเวชไป.
ปลายผมสลวยพริ้วตัวเป็นระลอกตามสายลมที่พัดผ่าน นัยน์ตาเหม่อลอยครุ่นคิดบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีที่มาว่าเริ่มต้นยังไง และไม่รู้ว่าจุดจบมันจะเป็นยังไงกับสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ อาจมีหลายเรื่องราวที่รุมล้อมเข้ามาในมรสุมชีวิตของเธอ จนจับต้นชนปลายไม่ถูกว่ามันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร
สิ่งที่เธอทำ ทุกอย่างมันช่างไร้ค่าในสายตาของใครต่อใครจนไม่อาจคิดว่าเธอก็มีหัวใจบ้าง เลยหรือการที่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะทำอะไรที่คิดว่าดีที่สุดให้กับคนที่เธอรักที่สุดได้มีความสุขที่สุด มันไม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกหรือ การที่เธอเป็นคนจัดเตรียมวางแผนและให้ในทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เธอคิดว่าดีที่สุดกับลูกสาวคนเดียวที่เธอทั้งรัก ทั้งหวงมากกว่าสิ่งอื่นใด มากกว่าชีวิตของเธอเองด้วยซ้ำ
แต่ทำไมลูก สาวถึงไม่ต้องการมัน กลับพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธอได้วางไว้ เส้นทางที่เธอเลือกให้ลูกสาวเดินผ่านไปอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อครั้งยังเด็กลูก สาวของเธอช่างเป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักสดใส อ่อนหวาน ใครเห็นใครก็รัก ช่างพูดช่างเจรจา จนเธอไม่อาจคาดคิดได้ว่าลูกสาวคนนี้จะทำให้เธอต้องผิดหวัง แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป เธอกับลูกสาวมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เมื่อหล่อนเอ่ยปากที่จะให้ลูกสาวเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่เธอต้องการ แต่แล้วเพราะการที่เธอเป็นคนที่รักลูกสาวมาก และเพราะการเลี้ยงดูแบบตามใจลูกที่ผิดๆ ของเธอ ก็ทำให้เธอต้องจำยอมกับความต้องการของลูก ให้ลูกได้เลือกเรียนในแบบที่ต้องการ
ซึ่งเธอไม่เคยได้ล่วงรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว ลูกสาวของเธอไม่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนที่ไหนเลย แต่งตัวออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปเรียน แต่กลับออกเที่ยวเล่นกับเพื่อนวัยรุ่น ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ลูกสาวของเธอตกอยู่ภายใต้วัตถุนิยมกับค่านิยมของวัยรุ่นที่ผิดๆ เริงร่ากับมันโดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งความรู้สึกของผู้เป็นแม่ ที่เริ่มเคลือบแคลงสงสัยว่าทำไมลูกสาวถึงมีท่าทีที่แปลกไปทุกวันๆ ไม่น่ารักสดใสเหมือนอย่างที่เคยเป็นเธอจึงตัดสินใจสะกดรอยตามลูกสาวของเธอ และแล้วเธอก็ได้รู้ว่า ลูกสาวเธอไม่ได้ไปเรียน แถมยังไปมั่วสุมกับพวกวัยรุ่นในชุมชนแห่งหนึ่ง
ภาพ ที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้เห็น สิ่งที่ไม่คิดว่าลูกสาวที่แสนจะน่ารักของเธอจะทำ ทั้งดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เสพยาเสพติด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอวาดไว้ ได้พังทะลายจนหมดสิ้น น้ำตาแห่งความรักลูกพรั่งพรูออกมาเหมือนจะกลายเป็นสายเลือด ขาทั้งสองข้างแทบล้มทั้งยืน เธอเดินโซซัดโซเซกลับมายังบ้านพัก เพราะความอ่อนเพลียจากการร้องไห้ทำให้เธอเผลอหลับไป และสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงกรีดร้องของลูกสาวที่ดังขึ้นจากห้องนอน เธอรีบวิ่งไปหาลูกสาว ภาพที่เธอได้เห็น เธอแทบไม่เชื่อในสายตาตัวเอง ลูกสาวของเธอนอนจมกองเลือดอยู่ในห้องน้ำ เธอรู้ดีว่านี่คืออาการของคนตกเลือด นี่ลูกสาวของเธอท้องหรือนี่ โธ่!ลูกแม่ เธอรีบเข้าโอบกอดลูกไว้ แต่สายไปเสียแล้ว คำสุดท้ายที่เธอได้ยินจากปากลูก "หนูขอโทษ"
พอสิ้นเสียงลูกของเธอก็ สิ้นใจ เธอกรีดร้องอย่างสุดเสียง ร่ำร้องไห้สะอึกสะอื้นยิ่งกว่าเดิม ปากก็ร้องเรียกแต่ชื่อลูกสาว เธอรัดกอดร่างที่ไร้วิญญาณของลูกสาวไว้อย่างแนบแน่น ดุจจะให้ลูกสาวฟื้นคืนมาเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง มองดูนาฬิกา ถึงเวลาที่สามีเธอโทร.ทางไกลมาจากต่างประเทศ เธอผละจากร่างของลูกสาว ครึ่งเดินครึ่งคลานไปรับโทรศัพท์ ยังไม่ทันได้พูดอะไรสามีเธอก็ขอหย่าร้างกับเธอด้วยเพราะเขามีอีกครอบครัว อยู่ที่ต่างประเทศด้วย อะไรกันนี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ สิ่งที่เธอไม่เคยได้รับรู้ วันนี้เป็นวันแห่งการสูญเสียของเธอหรืออย่างไร ชีวิตที่เคยสมบูรณ์แบบ ครอบครัวที่อบอุ่น บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงภาพความฝัน
ไม่มีแล้วคนที่เธอรัก ทั้งลูกสาว ทั้งสามีสุดที่รัก เขาทั้งสองได้จากเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ แล้วเธอจะใช้อยู่อยู่ต่อได้อย่างไร จะต้องใช้เวลาอีกนานหรือไม่ ที่เธอจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้นัยน์ตาคู่เดิมยังคงเหม่อลอยครุ่นคิด ถึงบางสิ่งบางอย่างอย่างไร้จุดหมาย น้ำใสๆ เริ่มรินไหลจากดวงตากลมทั้งสองข้าง ความคิดและจิตนาการของเธอยังไม่หยุดนิ่ง ยังคงไร้ซึ่งที่มา จุดเริ่มต้น และจุดจบ
เสียงที่คุ้นหูก็ทำให้หลุดจากพะวัง อ้อ..พี่บุรุษพยาบาลสุดหล่อนั่นเอง "จิน มานั่งอยู่นี่เองตามหาแทบแย่ ได้เวลาทานยาแล้ว อ๊ะ..แล้วนี่ร้องไห้ทำไมเนี่ย อย่าบอกนะว่านั่งคิดเรื่องเศร้าที่ลูกสาวตายเหมือนวันนั้นอีกน่ะ" หญิงสาวลุกขึ้นยิ้มแล้วเอามือปาดน้ำตาที่ไหลลงมา "แหะๆ หนุกดีๆ เอาอีกๆ เลือดไหลๆ เลือดไหลเยอะแยะเลย" แล้วเดินตามบุรุษพยาบาลเข้าตึกคนไข้แผนกจิตเวชไป.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)